top of page

คำพยานจากค่าย "นักเรียนหลังกำแพง" 2023


“ค่ายนักเรียนหลังกำแพง” เมื่อวันที่ 20-25 เมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นค่ายนักเรียนที่ นคท. กลับมาจัดออนไซต์ครั้งแรกในรอบ 3 ปี การสมัครจึงเป็นไปอย่างคึกคักและเต็มอย่างรวดเร็ว โดยมีน้องๆ 65 คน จากต่างคริสตจักรมาร่วมค่ายกัน ค่ายนี้เราศึกษาพระธรรมเนหะมีย์ ซึ่งสอนบทเรียนในการทำตามภาระใจอันแรงกล้าของเนหะมีย์และนำทั้งชนชาติฟื้นฟูบ้านเมืองและฟื้นฟูหัวใจของประชาชนให้หันกลับมาหาพระเจ้า น้องหลายคนได้เปิดโลกในการอ่านพระคัมภีร์ เฝ้าเดี่ยว ศึกษาพระคัมภีร์ และร่วมรับใช้ในหน้าที่ต่างๆ ด้วยความตื่นเต้นเป็นครั้งแรก

 

Work shop ที่ 1 คือ จุดยืนคริสเตียน🕊️

สิ่งที่ได้รับ: การที่เราเป็นคริสเตียนมักจะมีหลายเหตุการณ์ที่เราต้องเเสดงจุดยืนว่าเราเป็นคริสเตียน เช่น การปฏิเสธเหตุการณ์บางอย่างเมื่อไม่ถูกต้องในทางของพระเจ้า เช่น

- การไปเที่ยวในวันอาทิตย์

- กิจกรรมบางอย่างที่คริสเตียนไม่ควรทำ การมีชีวิตที่ดี ถูกต้องในทางของพระเจ้าเพื่อคนที่มองเข้ามาจะได้เห็นว่าการเป็นคริสเตียนเเล้วชีวิตดีขึ้น หรือเปลี่ยนเเปลงไปในทางที่ดี

-การเเต่งงานกับคริสเตียนด้วยกัน


Work shop ที่ 2 คือ การจัดการเวลา ⏳

สิ่งที่ได้รับ: ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์เราทุกคนก็ต่างเตรียมตัวเตรียมพร้อมทุกอย่างเสมอ เเต่ก็ขอให้เราเองที่จะรู้จักการจัดเวลาที่เหมาะสมในเเต่ล่ะวันว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง การตั้งสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของวันนั้นๆ ไว้ ว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่พิเศษมากๆ ที่เราจะทำในวันนี้ เเละการวางเเผนไม่ให้เกินจริง หรือยากเกินไปกว่าความสามารถของเรา ไม่งั้นเราจะไม่สามารถทำตามนั้นได้ เเละวันนั้นก็จะหมดค่าไป


เเละการจัดเวลาในการไปถึงสถานนที่นัดตามเวลา เช่น วันนี้นัดกับคนนี้ไว้เวลานี้ๆ ดูตามสถานการณ์ ตามตัวเรา บุคคลที่เรานัด หรือ สถานที่ว่าควรจะออกเวลานี้จะถึงตามเวลาพอดี หรืออาจจะถึงก่อนเวลา


สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาพระธรรมเนหะมีย์📖

- ได้เรียนรู้วิธีการศึกษาพระคัมภีร์ที่ทำให้ได้เข้าใจพระคัมภีร์ในตอนนั้นมากขึ้น เเละได้ประโยชน์ในการเอาไปใช้มากขึ้น คือ สังเกต หาข้อคิด ใคร่ครวญ นำไปใช้ ทำให้ได้เข้าใจพระคัมภีร์มากขึ้นเเละเป็นประโยชน์มากๆ

- เมื่อเรามาเป็นคริสเตียน ไม่ใช่เเค่เราไปโบสถ์อย่างเดียวเท่านั้น เเต่ให้เราเองที่จะใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าในการเฝ้าเดี่ยว เเละที่สำคัญคือการอ่านพระคัมภีร์

- เเละเมื่ออ่านพระคัมภีร์ ไม่ใช่เเค่อ่านเเล้วจบ เเต่ให้เราที่จะทำความเข้าใจ อ่านทำความเข้าใจให้ได้ หรือถ้าเรายังไม่เข้าใจก็ให้ผู้รู้ อาจารย์ที่โบสถ์ เพราะถ้าเราไม่ถาม เราก็ไม่เข้าใจอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม เเต่ถ้าเราเข้าใจเราอาจจะรู้ได้ว่าพระคัมภีร์ข้อนี้ต้องการบอกอะไรกับเราและเราจะตอบสนองอย่างไรกับสิ่งที่เราได้อ่านจากพระธรรมตอนนี้

- การรักและเป็นห่วงพี่น้องคริสเตียนด้วยกัน เมื่อพี่น้องในโบสถ์ของเรามีปัญหาหรือมีเรื่องไม่สบายใจเราเองก็เข้าใปถามถึงเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น หรือความไม่สบายใจ เพื่อช่วยกันหาทางเเก้ เพราะพี่น้องในโบสถ์ก็คือครอบครัวของเราในพระกายพระคริสต์ เพราะการเป็นคริสเตียนไม่ใช่เเค่สนใจเรื่องของตัวเองเเต่ต้องเป็นห่วงหรือเอาใจใส่พี่น้องคริสเตียนรอบข้างเช่นกัน


กิจกรรมที่ประทับใจที่สุดในค่าย คือ เล่ามาเล่าไป🤩

- ข้อคิดคือการใส่ใจผู้อื่นในเราอยู่ด้วยกัน คนใน small group ในทุกๆ เช้า จะมีเวลาเฝ้าเดี่ยวร่วมกัน และมีช่วงเล่ามาเล่าไปหลังจากเสร็จการเรียน เเละก่อนไปนอน ในช่วงเล่ามาเล่าไป จะเหมือนเป็นการทำความรู้จักกัน หนูเองก็ได้มีโอกาสเเชร์หลายความคิดในเเง่มุมต่างๆ อาจเป็นปัญหาส่วนตัว ในเรื่องความเครียดความกังวลในการนำ ice breaking พวกพี่ๆ ก็ได้ช่วยเเนะนำเเละช่วยอธิษฐานเผื่อ ทำได้เห็นถึงความห่วงใยซึ่งกันและกัน ความเห็นอกเห็นใจกัน เเล้วก็เรื่องการอธิษฐานเผื่อค่ะ


สิ่งที่ควรนำมาพัฒนาตนเอง💪🏻

- การใช้เวลากับพระเจ้าให้มากขึ้น ทั้งการอ่านพระคัมภีร์ เเละการใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวที่จะเอาจริงเอาจังมากขึ้น มีวินัยในการเฝ้าเดี่ยวมากขึ้น

- ใช้วิธี 4 ขั้นตอนในการอ่านพระคัมภีร์เเละวิเคราะห์

- ฌัชชา จันทร์เกศ (น้ำอิง) ม.4 -

คจ.ตราด

 

ค่ายนี้ประทับใจกรรมการค่ายที่สุดเลยค่ะ พวกเค้าเป็นเด็กมัธยมแต่สามารถจัดค่ายออกมาได้ดีเยี่ยมมากเลย พวกเค้าทุ่มเทในการรับใช้พระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าสอนพิเศษ คือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นค่ะ เพราะว่ามีเพื่อนใหม่ๆ จากต่างที่มาอยู่รวมกันเยอะและพระเจ้าสอนให้พวกเรามาอยู่ด้วยกันได้ และสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไป ก็ตั้งใจว่าจะปรับปรุงนิสัยหลายๆ อย่างที่ไม่น่ารักของตัวเอง ตั้งใจจัดเวลาเฝ้าเดี่ยว อธิษฐานกับพระเจ้า และร่วมรับใช้ในคริสตจักรมากขึ้นค่ะ

- ปภาวรินทร์ หาบุญพาท (ทอฝัน) ม.4 -

คจ. ศาลาธรรมเขื่อนแก้มลิงสมุทรสาคร

 

เฟิร์นได้รับหน้าที่เป็น mc ในค่ายวันที่2ค่ะ ตอนแรกที่กรรมการค่ายโทรมาบอกว่าอยากให้มาช่วยเป็น mc และนำเกม รู้สึกตื่นเต้นมากเพราะว่าไม่เคยทำอะไรในส่วนนี้มาก่อนเลย แต่ก็ได้ตอบรับน้องไปเพราะคิดว่าคงเป็นโอกาสดีๆ ที่ได้ทำ พอได้มาทำจริงๆ ก็มีแอบเครียดบ้างว่าจะทำได้มั้ย ทุกคนจะสนุกรึเปล่า แต่ก็ทำมันผ่านออกมาได้ด้วยดี เพราะว่ามีน้องที่มาทำคู่กันทำให้เราสบายใจไปเยอะ และยังมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจและอธิฐานเผื่ออีกด้วย จากการรับใช้ในค่ายครั้งนี้ได้เรียนรู้ว่าเราควรหัดที่จะวางใจในพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะเสริมกำลังของเราขึ้น เพราะเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเราเองเลยค่ะ นับเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เราจะได้ฝึกความรับผิดชอบ และการแก้ปัญหาค่ะ

- ฐานิดา รวินันทปรีชา (เฟิร์น) ปี1 -

คจ. สะพานเหลืองคลองตัน

 

เวลา 6 วันผ่านไปเร็วมาก ตอนแรกคิดว่าน่าจะเหนื่อยแต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ช่วงที่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วที่สุดคือ ช่วงเวลาที่ได้กินอาหารด้วยกันเพราะได้พูดคุยกันแล้วรู้สึกรู้จักกันมากขึ้นผ่านมื้ออาหารแต่ละมื้อ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะกินข้าวด้วยกันไปเป็นสิบกว่ามื้อ! สิ่งที่พระเจ้าสอนผ่านค่ายนี้คือ “การจัดการความเครียด” (หนึ่งในหัวข้อ workshop ในค่าย) ทำให้ผมได้เห็นว่าต้นตอของความเครียดมาจากไหน และพระเจ้าสามารถเยียวยาความเครียดของเราได้

- เลวีนิติ​ ใจมา​ (ดอยตุง) ปี1 -

กรรมการค่ายฝ่ายทะเบียน

คจ.นำพระพรอยุธยา​

 

ตัดสินใจส่งน้องมาค่ายนคท. เพราะคิดว่าค่ายนักเรียนและนักศึกษาของ นคท. ช่วยปลูกฝังพระคำพระเจ้าผ่านกิจกรรมกลุ่มในวัยเดียวกันได้ดีมากๆ ฝึกการแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ เพราะเราก็โตมากับค่าย นคท. จึงเห็นว่าประสบการณ์นี้มีค่ามากๆ ยอมขาดเรียน และกิจกรรมอื่นเพื่อค่ายนี้เลยค่ะ ค่ายครั้งนี้เป็นค่ายที่นานที่สุดที่น้องเคยไป (น้องกำลังจะขึ้นม.4) มีความกังวลบ้างในการปรับตัวของน้อง ว่าจะหนีกลับบ้านไหม เพราะน้องจะนั่งฟังนานๆ ไม่ได้ คืนแรกก็บ่นมาจริงๆ แต่วันต่อไปเริ่มมีเพื่อนก็ไม่มีบ่น และวันกลับน้องบอกไม่อยากกลับเลย น่าจะมีสัก 8 วัน สิ่งที่น้องได้คือเพื่อนดีๆ ต่างโบสถ์ การอยากอ่านพระคัมภีร์มากขึ้น และ ความสุขกับการไปค่ายคริสเตียน ซึ่งถ้ามีค่ายหน้าน้องก็อยากไปอีก (แม่ปลื้มมาก) ขอบคุณพี่สต๊าฟทุกคนที่อดทนกับน้องๆ ด้วยความรัก ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีกิจกรรมต่อเนื่องเป็นควันหลงค่ายเพื่อกระชับความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องค่ะ

- คุณองศ์อร เลิศเกษมสันต์ -

คุณแม่น้องโปรดปราน เลิศเกษมสันต์ ม. 4

คจ. แสงสว่าง

 


ดู 171 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page