สร้างสาวกผ่านค่ายนคท. เป็นมากกว่าที่น้องคิด และเชื่อฟังพระเจ้าจนเห็นการเปลี่ยนแปลง (พันธกิจนักเรียน)

Updated: Jun 11


Photo by Vince Fleming on Unsplash


ในตอนแรกหนูยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีค่าย นคท. ด้วย การที่หนูมาเข้าค่ายเพราะที่โบสถ์ให้มาหนูก็เลยมา ตอนแรกก็รู้สึกเฉยๆ นึกว่าคงไม่มีไรมากหรอกมั้งคงเป็นแค่การเรียนพระคัมภีร์ทั่วไปไม่มีอะไรพิเศษ แต่พอได้มาเข้าค่ายแล้วค่ายนคท.ให้อะไรที่มากกว่าการเรียนพระคัมภีร์ร่วมกัน ค่ายนี้สอนว่าหนูควรที่จะตอบสนองต่อเรื่องต่างๆ ในชีวิตของเราอย่างไร เช่น ในเรื่องของความรัก วัยรุ่นแบบหนูเรื่องความรักมักมีอิทธิพลมากกับวัยรุ่นจนบางทีหนูก็ไม่รู้ว่าในทางของคริสเตียนหนูควรที่จะทำตัวยังไงให้ถูกในแบบฉบับของคริสเตียน

แต่ทุกความสงสัยของหนูถูกปลดล็อกทุกอย่างเมื่อหนูได้มาเข้าค่าย นคท. และที่สำคัญค่ายนี้สอนว่าหนูควรจะใช้ชีวิตอย่างไรกับคนในสังคมที่แตกต่างทางความเชื่อ แต่เรายังคงอยู่ในทางของคริสเตียน ค่ายนี้ทำให้หนูได้รับการเสริมสร้างมากขึ้นในหลายๆเรื่อง

ทำให้หนูได้อยู่ในทางของพระเจ้ามากขึ้น จนหลังจบค่ายทำให้หนูมีแรงบันดาลใจในการตัดสินใจจะมาเป็นกรรมการค่ายในปัจจุบันนี้ด้วย เพื่อที่จะเสริมสร้างคนอื่นต่อไป


และสิ่งที่หนูค้นพบว่าอะไรช่วยให้หนูเติบโตขึ้น สำหรับหนูเป็นการอ่านพระคัมภีร์ค่ะ ในพระคัมภีร์จะมีข้อคิด และคำสอนที่หนูสามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตจริงของหนู อย่างเช่นเมื่อก่อนหนูยอมรับนะคะว่าเป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่ให้อภัยคนอื่นง่ายๆ แต่พอหนูมาอ่านพระคัมภีร์ ทำให้ชีวิตหนูเปลี่ยนไป เพราะว่าหนูอ่านพระคัมภีร์แล้วเจอคำสอนที่ว่า “ถ้าเราไม่ตัดสินใคร พระเจ้าจะไม่ตัดสินเรา ถ้าเราให้อภัยใคร พระเจ้าจะให้อภัยเรา” สิ่งนี้ทำให้หนูได้รู้ว่าขนาดพระเจ้ายังให้อภัยตัวหนูได้ทุกเรื่อง แล้วทำไมหนูจะให้อภัยคนอื่นเขาไม่ได้เลย พอนานๆ ไปตัวหนูก็ให้อภัยคนอื่นได้ง่ายขึ้น ทำให้หนูรู้เลยว่าการที่เราให้อภัยไม่ถือโทษโกรธใคร ทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ทำให้เรากลายเป็นคนใจเย็น ไม่เก็บอะไรมาคิดมากอีกแล้ว หนูก็เลยคิดได้ว่าไม่ว่าใครก็ทำผิดต่อกันได้ทั้งนั้น แต่ทำผิดแล้วขอโทษ และให้อภัยกันถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด


ตัวหนูเองหนูไม่รู้ว่าตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นไหม แต่คนรอบตัวหนูหลายคนจะบอกว่าหนูดูโตขึ้น ทางด้านนิสัย ความคิด แล้วก็ทัศนคติ ไม่ดูเป็นเด็กเหมือนแต่ก่อน มีความเป็นผู้นำมากขึ้น แล้วก็ดูเป็นคนที่ใจเย็นมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

หนูก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คนอื่นพูดมาจริงไหม แต่เท่าที่หนูสังเกตตัวเองบ่อยๆ และรับรู้ได้ก็คือหนูใช้คำว่าไม่เป็นไร , ปล่อยไปเถอะ ,ช่างมันเถอะ ได้มากขึ้น หนูเลือกที่จะปล่อยสิ่งที่ทำให้หนูเกิดความไม่สบายใจมากขึ้น ปล่อยความคิดลบๆ ที่อยู่ในใจได้มากขึ้น เช่นการโกรธคนอื่นเวลาที่เขาทำอะไรผิดพลาด ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูคงจะอารมณ์เสียใส่เขาว่าเขาไปแล้ว แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเวลาที่เจอปัญหาหรืออะไร หนูมักจะบอกกับคนอื่นว่าไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ มันแก้ได้ แล้วที่สำคัญหนูเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เมื่อก่อนหนูชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่เก่งบ่อยๆ ว่าคนนั้นเก่งกว่า คนนี้ดีกว่า ง่ายๆ คือหนูชอบไปแข่งกับคนอื่น แต่ตอนนี้หนูสามารถปล่อยวางได้ ใครจะมองอย่างไรก็เป็นในส่วนมุมมองของเขา เราทำในส่วนของเราให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้วค่ะ








นางสาวแสงดาว สุขเทศ

โรงเรียนวัดป่าประดู่


72 views0 comments