The Help คุณนายตัวดี สาวใช้ตัวดำ

รู้สึกเหมือนเคยได้ยินชื่อเรื่องนี้มาผ่านๆ หูเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่.. แต่มาสะดุดกับชื่อหนังเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อได้เห็นโปสเตอร์ และรีวิวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ The Help ที่พูดถึงการเหยียดผิว เหยียดชนชั้น แถมยังติดโผ ออสการ์ 2012 ด้วยอ่ะเธอ!!!

หนังเรื่องนี้เปิดฉากมาด้วยบทสนทนาของผู้หญิง 2 คน ในเมืองแจ็กสัน รัฐมิสซิสซิปปี้ ที่มีความแตกต่างกันทางด้านสีผิว.. โดยผู้หญิงผิวขาวเป็นคนยิงคำถาม ส่วนผู้หญิงผิวสีเป็นคนตอบคำถามและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

เรื่องราวในช่วงปี ค.ศ. 1960 สมัยที่อเมริกามีการเหยียดสีผิวที่อยู่ในขั้นเข้มข้น.. การแบ่งแยกการเข้าห้องน้ำ ห้ามกินอาหารผ่านอุปกรณ์เดียวกันกับคนขาว หรือ การพูดจากระทบกระเทียบ ดูถูกคนผิวสี ล้วนแต่เป็นการถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันในสังคม

ผู้หญิงผิวขาวสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะแต่งงานมีลูก และเข้าสังคม แตกต่างจาก สกีตเตอร์ นางเอกในเรื่องมาก ที่เป็นสาวเก่ง โสด ไม่เคยมีแฟน ที่มีความมุ่งมั่นอยากจะทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก คือการเป็นนักข่าว หรือนักเขียน ผู้หญิงผิวดำสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะทำงานเป็นแม่บ้านให้กับคนผิวขาว เงินเดือนก็แสนน้อย แลกกับการดูแลบ้าน ทำอาหาร เลี้ยงลูกคนผิวขาว ในขณะที่ลูกตัวเองไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดู สำหรับผู้หญิงผิวดำคนหนึ่ง เอบิลีน ความฝันในชีวิตไม่มีอะไรที่จะเอื้อมไปถึงได้ สิ่งที่ทำให้ผลักดันคงเป็นการมีเพื่อนที่ดีอย่างมินนี่ และพระเจ้า เท่านั้นเอง

  

ความสัมพันธ์ลับๆ มิตรภาพที่เริ่มก่อตัว.. เริ่มขึ้นมาจากการที่ สกีตเตอร์ อยากจะเขียนอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสำนักพิมพ์ที่นิวยอร์ก และเรื่องที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่คนควรให้ความสนใจคือ เรื่องของความรู้สึกของแม่บ้านผิวสีที่ทำงานให้กับคนขาว ในขณะที่คนขาวเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ปฎิบัติกับแม่บ้านและคนงานผิวสีไม่ดีสักเท่าไหร่เลย ความปรารถนาของเธอได้เริ่มขึ้น เมื่อได้หย่อนเมล็ดในใจของ เอบิลีน คนนี้.. เมื่อเธอได้ไปที่โบสถ์ แล้วพบว่าคำสอนในวันนั้นพูดถึงการทำในสิ่งที่พระเป็นเจ้าบอกให้ทำ.. และจงรักศัตรู สิ่งที่จะทำให้เธอรักศัตรูได้ คือการที่เธอพร้อมที่จะพูดความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ได้..  และขบวนการก็เริ่มขึ้นในวันนั้น จากหนึ่งเป็นสอง ทุกคนในเมืองต่างรู้ว่าหากมีการให้ความเท่าเทียมกัน จะเป็นการผิดกฎหมายของรัฐ และต้องถูกจับกุม ซึ่งสิ่งที่คนทั้งสองสีผิวนี้ได้ถ่ายทอด ได้ส่งต่อ จากหนึ่งคนเป็นสองคน มินนี่ เพื่อนสนิทของเธอก็เข้าร่วมเป็นสามคน และเป็นหลายๆ คน ในที่สุดก็ถูกนำไปตีพิมพ์ในที่สุด

มีฉากที่ประทับใจหลายตอน แต่ที่รู้สึกว่า หนังเล่นกับความรู้สึก โดยใช้ตัวละคร ความสัมพันธ์ ฉาก และวลี ในสายตามี่คือ..

 

 

 

 

ตัวละครเด็ก ตัวสะท้อนของความสัมพันธ์ หนังเรื่องนี้เสียดสีประเด็นนี้ได้เจ็บปวดพอควร เมย์ เด็กที่แม่บ้านตัวเอกได้เลี้ยงดูอยู่ กับคำพูดที่ว่า “แอ๊บบี้ เธอเป็นแม่ตัวจริงของหนู” หรือฉากการจากลา ที่เมย์ถามไปร้องไห้ไปว่า จะไปเลี้ยงเด็กคนอื่นเหรอ เพราะหนูไม่ดีเหรอ ความเป็นจริงที่เด็กรู้สึกมาโดยตลอดว่า เธอไม่ได้สำคัญ แต่เอบิลีนคนนี้เอง ที่สอนเธอว่า “หนูเป็นคนใจดี หนูเป็นเด็กฉลาด และหนูเป็นคนสำคัญ” คำพูดที่พูดมาโดยตลอดทั้งเรื่อง กลับเรียกน้ำตาได้ในตอนท้าย เหมือนกับความรู้สึกที่เข้าใจแล้ว.. เข้าใจถึงความหมายนั้นจริงๆ รวมไปถึงสกีตเตอร์นางเอกผิวขาวเองที่เป็นผลผลิตจากการเลี้ยงดูของแม่บ้านผิวสี เธอผูกพันธ์ เธอรู้ว่าสิ่งที่แม่บ้านได้มอบให้เธอเป็นสิ่งที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เด็กที่ไม่เคยได้รับการยอมรับจากสังคม เพียงเพราะไม่มีแฟนเหมือนกับคนอื่นๆ หน้าตาแปลกๆ ที่ไม่ได้เป๊ะ เหมือนกับคนในสมัยนั้น แต่เพราะเธอเรียนรู้จากความรักที่ไม่ได้แบ่งแยกกันที่สีผิว

 

ความสัมพันธ์ที่ถ่ายทอดความรัก ที่ไม่ได้มองว่าเธอเป็นใคร แต่มองว่าเราต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน หนังเรื่องนี้ใส่ความรักเข้าไปในตัวละครหลายต่อหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ความรักที่ เอบิลีนมีกับเมย์ ความรักของพี่เลี้ยงผิวสีกับสกีตเตอร์ แต่ความรักที่มี่ประทับใจคือ ความรักของสาวผิวขาวและสาวผิวสี ซีเรีย กับ มินนี่ แม้ว่าจะเป็นนายจ้าง แต่ซีเรียไม่เคยทำตัวเป็นนายจ้างเหมือนคนอื่นๆ เลย มินนี่ แม่บ้านที่มีประสบการณ์ไม่ดีมาจากบ้านอื่น.. ถึงขั้นเอาขี้ตัวเองไปให้เจ้านายเก่ากิน!! เราเข้าใจว่ามินนี่ไม่ผ่านในเรื่องของการรักศัตรู .. แต่เพราะจุดนั้นทำให้มินนี่ได้มาพบกับ ซีเรีย เจ้านายที่มาเปลี่ยนโลกของมินนี่ ทำให้มินนี่ได้พบว่า ไม่ใช่ผิวขาวทุกคนที่เป็นแบบนั้น เธอใส เธอจิตใจดี เราไม่อาจตัดสินคนจากภายนอก หรือการแต่งตัวได้เลย จริงๆ นะ กลับกันกับความรักของหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นในเรื่อง สกีตเตอร์และ สจ๊วต ที่ตอนแรกดูเหมือนจะไม่โอเค และมาโอเค เพราะนางเอกบอกความจริงว่า เธอไม่เคยได้คบใคร เธอไม่คุ้นเคยกับการมาทำเอาใจใคร แต่เมื่อนางเอกเลือกที่จะบอกว่าเธอเป็นคนเขียนหนังสือเรื่อง The Help เธอกลับถูกชายหนุ่มปฏิเสธ เพราะว่าเธอทำลายความเป็นผิวขาวจนหมดสิ้น.. ตรงนี้ทำให้มี่รู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันอาจจะไม่ใช่ความรัก บางครั้งเรามองหาใครสักคนที่เหมือนๆ กับเรา และถ้าไม่ใช่ เราอาจจะรู้สึกว่าหมดรักกันแล้ว แต่จริงๆ เราไม่เคยรักกันเลยต่างหาก เพราะเราไม่ได้มองไปที่ตัวตนของเขาแต่แรก..

ฉากพายุทอร์นาโด เป็นฉากที่ทำให้ซึ้งและเข้าใจถึงฉากมากขึ้น เพราะฉากนั้นขึ้นมา ทำให้นึกถึงข้อพระคัมภีร์ มัทธิว 5:45

เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม

              พายุทอร์นาโดไม่ได้พัดพาเอาไปแค่คนผิวขาวที่ทำไม่ดีกับคนผิวสี แต่ได้เอาชีวิตของทั้งสองสีผิวด้วย พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกที่รักมักที่ชัง พระองค์ทรงให้ทั้งสิ่งดีและไม่ดีกับทุกคน แม้ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ แต่สำหรับผู้ที่รักในพระองค์แล้ว ทุกอย่างที่พระองค์ได้ประทานให้จะเกิดผลดีในทุกสิ่ง และทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็มีเหตุผล ถ้าพายุไม่เข้าในวันนั้น มินนี่คงจะไม่ได้มีโอกาสในการรู้จักคำว่ารักจากเจ้านายที่เป็นคนผิวขาวเลยก็ได้

คำสอนที่ว่า จงรักศัตรู กระจกสะท้อนตัวเอง คำเทศน์ของศาสนาจารย์ในโบสถ์..

 มัทธิว 5:44 แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงพวกท่าน

ลูกา 6:27 แต่เราบอกพวกท่านที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีกับคนที่เกลียดชังท่าน

ลูกา 6:35 แต่จงรักศัตรูของท่านและทำดีต่อเขา จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืน แล้วบำเหน็จของท่านทั้งหลายจะมีบริบูรณ์ แล้วท่านจะเป็นบุตรขององค์ผู้สูงสุด เพราะว่าพระองค์ทรงพระกรุณาทั้งต่อคนอกตัญญูและคนชั่ว

              จริงที่ความรักเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง เรารักอะไรสายตาของเราก็จะมองไปที่นั่น.. คำเทศน์นั้นจึงเป็นเหมือนกระจกสะท้อน ให้คนผิวสีในเรื่องมองคนขาวและให้รักเขา เพราะเราทำงานกับเขา ให้เราทำด้วยความรัก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไม เอบิลีน ถึงทำงานด้วยความรัก และความตั้งใจ แม้ว่าจะรู้สึกถึงในความไม่ยุติธรรม เพียงแต่ถ้าเจ้านายไม่เอ่ยปากบอกว่าไล่ เธอก็พร้อมจะทำงานให้อย่างเต็มที่ แต่ในทางกลับกัน.. สิ่งที่เล่าคนผิวขาวเป็น สะท้อนให้เห็นว่า เขารักตัวเองมากกว่าสิ่งใด มากกว่าลูก มากกว่าเพื่อน.. เขารักหน้าของตัวเอง.. และพร้อมที่จะทำให้ตัวเองสูงกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เราทุกคนต่างเท่าเทียมกัน

เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ก็รู้สึกว่า The help เกิดขึ้น เพราะ The hope และสิ่งที่ทำให้เกิด The hope ก็คือ That’s love นั่นเอง 🙂