IFES และนคท. เชื่อมั่นเสมอในพลังของนักศึกษา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาแห่งการก่อร่างความเชื่อ ค่านิยม เป็นช่วงเวลาที่จะเลือกอุทิศตัวให้กับอุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งขณะที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว จะเกิดผลขนาดไหนต่อสังคมถ้านักศึกษาแพทย์คนหนึ่งอุทิศตัวให้กับการไขว่คว้าหาเงินทองโดยไม่สนใจจริยธรรมทางการแพทย์ นักศึกษากฎหมายดิ้นรนเรียนให้ดีที่สุดเพื่อจะทำงานให้กับบริษัทที่จ่ายให้มากที่สุดเท่านั้น นักศึกษาสื่อสารมวลชนกลัวที่จะเสนอความจริงอย่างสร้างสรรค์ งานนักศึกษาจึงไม่ได้เป็นแค่การมีกลุ่มเซลแทนที่คริสตจักรในมหาวิทยาลัย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมในระยะยาวที่เราคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นเพราะมีคนรุ่นใหม่ที่รักพระเจ้า พร้อมจะยืดหยัดดำเนินชีวิตตามค่านิยมของพระคัมภีร์ มีส่วนในการพัฒนาสังคมในทุกส่วนตามบทบาทหน้าที่ของตนได้

1.      กลุ่มนคท.เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีมิชชันนารีเข้ามาและเจอรุ่นพี่นักศึกษาในจุฬาฯ แล้วก็เริ่มรวมตัวกันในการศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันเพื่อเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิต และหนุนใจกันในการประกาศข่าวประเสริฐให้แก่เพื่อนในสถาบัน และรุ่นพี่เหล่านั้นก็เห็นความสำคัญที่จะส่งต่อสิ่งนี้ให้แก่เพื่อนและรุ่นน้องต่อไป

ดังนั้นเป้าหมายนี้ก็ถูกสืบทอดต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบัน  คือ การปรารถนาให้ “นักเรียนนักศึกษาคริสเตียน” ในรุ่นนั้นและรุ่นต่อๆ มา ก้าวออกมาเป็น “เสียงแห่งผู้เผยพระวจนะ” คือ พูดความจริงของพระเจ้า ประกาศข่าวดี และเยียวยาสังคมในสถาบันที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความเห็นแก่ตัว ความผิดบาปทางเพศ ปัจเจกนิยม วัตถุนิยม ฯลฯ ให้รู้จักพระเยซูและมีมุมมองตามพระคัมภีร์

2.      ทำไมต้องเป็นนักเรียนนักศึกษา

ในมัทธิว 28:19-20 “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

ดังนั้นใครที่เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราต้องมีสิ่งนี้อยู่ในชีวิตคือ การออกไปสร้างสาวกด้วยชีวิตและคำพูดของเรา ยิ่งเราได้เรียนสถาบันใดสถาบันหนึ่งนั่นไม่ใช่ความบังเอิญ  และพระเจ้าให้เราอยู่ที่นั่นในการสำแดงชีวิตให้คนอื่นได้เห็นและมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมนั้นให้รู้จักพระเจ้า

และนี่คือสิ่งที่ต้องบอกว่า “นักเรียนนักศึกษาเป็นคนริเริ่ม” ไม่ใช่ใครที่ไหน

3.      ทำไมนคท.ต้องใช้กลุ่ม ไม่ทำกับคนคนเดียว ?

การที่คนคนหนึ่งที่รู้ว่าพระเจ้าเรียกเราอย่างชัดเจนในการอยู่ในสถาบันที่ไม่ใช่แค่เรียนหนังสือ แต่คือ การเป็นพยานเพื่อนำมาคนมาถึงพระเยซูคริสต์  เราก็เริ่มแบ่งปันอุดมการณ์นี้ให้คริสเตียนคนอื่นได้รับรู้ เพื่อให้คนที่เห็นด้วยมารวมตัวกัน และสิ่งที่ตามมาคือกิจกรรมที่จะทำให้คนอื่นได้รู้จักพระเยซูคริสต์

ดังนั้นกลุ่มเซลนคท.ที่เราเห็นอยู่นี้ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่กลุ่มที่มีอุดมการณ์ Group Movement นี้มารวมตัวกัน แต่มันจะกลายเป็น Group Monument (กลุ่มที่ตายหรือตามศาสนพิธีที่มีแค่ตัวเอง) เมื่อพวกเราไม่ได้แบ่งปันให้อุดมการร์นี้ให้คนอื่น ไม่ได้ชักชวนคริสเตียนคนอื่นเพิ่ม นอกเซลก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน  หรืออุดมการณ์นี้หมดไปนั่นเอง ดังนั้นกลุ่มเซลนคท.จึงไม่ใช่แค่มารวมตัวกันแล้วก็จบ แต่มันจะต้องมีการเคลื่อนไหวคือ การออกไปแบ่งปันอุดมการณ์ หนุนใจคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันให้รักษาอุดมการณ์ต่อไป และคนที่ไม่มีให้มีทั้งในและนอกเวลาเซล แล้วขณะเดียวกันก็ทำอุดมการณ์นั้นให้สำเร็จคือการเป็นพยานกับคนอื่นด้วย โดยเป็นกลุ่มที่มีพระเยซูคริสต์(ข่าวประเสริฐ)เป็นศูนย์กลาง และการให้พระคำของพระเจ้าเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตที่สำแดงให้คนอื่นเห็นพระเยซู

แล้วอย่างนี้ลักษณะและเป้าหมายของกลุ่มเซลนคท.เป็นอย่างไรบ้างล่ะ

4. ลักษณะและเป้าหมายของกลุ่มเซลนคท.

  1. เป็นกลุ่มที่นักเรียนนักศึกษาริเริ่มรวมตัวกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ พัฒนาการใช้ชีวิตคริสเตียน การเป็นพยานในสถาบัน การรับใช้ในคริสตจักร และมีชีวิตที่ยอมจำนนต่อพระเจ้า โดยผ่านการศึกษาพระคัมภีร์เป็นหลัก
  2. เป็นกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์แบบอภิปรายที่นักเรียนนักศึกษาสามารถศึกษาและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง
  3. เป็นการประกาศผ่านกลุ่มเซล ประกาศส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ (ผ่านชีวิตคริสเตียน และการพูดข่าวประเสริฐ) และกิจกรรมอื่นๆ
  4. เรียนรู้ เสริมสร้างชีวิตด้วยกัน และดูแลกันและกันและมีการส่งต่อนิมิต จากรุ่นสู่รุ่น